SLS 34 : คนสำคัญ

posted on 11 Aug 2008 18:39 by wadoijiworld  in SLS



สตรอว์เบอรี่ตัวร้าย เจ้าชายต่างดาว

Strawberry's LoveSpace

 

 

 




ตอนที่ 34 : คนสำคัญ

 

 

 

ยูอิกลับเข้าบ้านพร้อมความว้าวุ่นใจ สถานการณ์ภายนอกเองก็วุ่นวายพอ ๆ กับจิตใจของเธอเช่นกัน แม้ว่าการแจ้งข่าวให้แก่ประชาชนจะเป็นไปด้วยความเรียบง่ายและขอไม่ให้ประชาชนวิตก แต่ทุกคนต่างก็มีความกังวลอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ต่างคนต่างออกเดินทางกลับไปหาครอบครัวหรือแม้แต่รอฟังข่าวเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด


ที่ทางเดินของบ้าน...โอซึกะ มาโคโตะพ่อของยูอิยืนรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับคนอื่น ๆ ในครอบครัวคือแม่กับมาจิโกะผู้เป็นน้องสาว ทั้งสามเองก็แสดงความกังวลผ่านสายตาออกมาอย่างชัดเจน ยูอิรีบเดินเข้าไปหาพ่อ เขาจึงโอบเธอเอาไว้ข้างกายทันที


"เกิดอะไรขึ้นคะพ่อ ทำไมพวกมนุษย์ต่างดาวถึง..."


"ทางโน้นคงคิดจะทำลายราชวงศ์จริง ๆ ไม่งั้นคงไม่บุกมาถึงนี่" พ่อของยูอิอธิบายคร่าว ๆ "คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คงต้องเสี่ยงกันบ้าง แต่ว่าไม่ต้องห่วงหรอกนะ..."


พ่อของเธอตัดสินใจอธิบายเพียงแค่นั้นโดยไม่อธิบายรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม เพียงไม่นานฮักคุงก็เข้ามาในบ้านตามด้วยไฮค์ พวกเขาเองก็ทราบเรื่องแล้วเช่นกัน และรถจากรัฐบาลก็มาจอดรอพวกเขาสามคนอยู่ด้านหน้าบ้านแล้ว


มาโคโตะบอกลาคนในครอบครัวก่อนจะเดินนำไปขึ้นรถ ไฮค์กับฮักคุงไม่ได้พูดคุยกัน มีแต่ความเคร่งเครียดเจืออยู่ในอากาศ ยูอิเองก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ ระหว่างสองพี่น้องเช่นกัน เธออยากอวยพรทั้งคู่แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดีจึงได้เงียบอยู่เช่นนั้นกระทั่งพวกเขาเดินตามโอซึกะ มาโคโตะไปขึ้นรถ


แม่กับมาจิโกะกลับเข้าบ้านไปนั่งหน้าโทรทัศน์เพื่อตามข่าว ยูอิยังคงยืนอยู่ที่หน้าบ้านและทอดสายตาขึ้นไปบนท้องฟ้า ท้องฟ้ายังสว่างมาก ต่อให้เปิดการปะทะกันอยู่ใกล้ ๆ นี้ก็คงมองเห็นได้ยากและไกลเกินไป ทว่าสิ่งที่อยู่ในใจของเธอไม่ใช่เรื่องนั้น...


เธอรู้สึกคล้ายกับตอนที่ได้พบเรียวเฮย์ครั้งแรก เธอมองดูเต่าตัวนั้นและเรียกร้องในใจให้ใครก็ได้ช่วยมัน ทว่าเธอเองกลับไม่ทำอะไรเช่นเดียวกัน เธอรู้ดีว่ามีสิ่งที่เธอสมควรทำ แต่แล้วเธอก็ยังยืนอยู่ตรงนี้โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเช่นเดิม


อีกด้านหนึ่ง หลังจากรู้ข่าว เรียวเฮย์ขี่มอเตอร์ไซด์ตรงมาที่บ้านของยูอิ เขาพบเธอที่หน้าบ้าน ทั้งสองสบตากันและเข้าใจว่าอีกฝ่ายทราบข่าวแล้วเช่นเดียวกับตัวเอง


"ฮักคุงไปไหนแล้ว"


"คงกลับไปที่ศูนย์วิจัยน่ะ คงต้องเตรียมรับมือกับผู้บุกรุก"


เรียวเฮย์หยิบหมวกกันน็อคมาสวมทันที ยูอิเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะพูดออกไป


"นายคิดจะไปไหนน่ะ"


"ตามไป" เรียวเฮย์ตอบ


"ทำอะไรบ้า ๆ ถึงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก"


"ต้องมีสิ่งที่เราทำได้สิ" เรียวเฮย์ย้ำพร้อมกับล็อกหมวกของตนอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปทางยูอิ เด็กสาวจับแขนเสื้อเขาเอาไว้แน่น


"ไปก็ไปเป็นภาระเปล่า ๆ นั่นมันเป็นสงครามนะ นายจะทำอะไรได้?"


"แล้วเธอจะไม่ทำอะไรเลยหรือไง?"


"ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอแล้ว" ยูอิยืนยันแต่น้ำเสียงกลับเบาลงอย่างเห็นได้ชัด "ถ้าตามไปแล้วไปเป็นภาระของเขานั่นมันไม่ถูกนะ"


"หน้าที่ของเธอคืออะไรล่ะ" เรียวเฮย์สตาร์ทเครื่องอีกครั้ง


"นายมีพลังแบบนั้นหรือไง มีอาวุธหรือก็เปล่า..." ยูอิคาดคั้นด้วยสีหน้าราวกับเรียวเฮย์กำลังจะฆ่าตัวตาย เขายิ้มให้เธอแทนการพูดขัด นั่นทำให้เธอเงียบลง


"ฉันมีความรัก"


เขากำมือไปแตะไหล่ยูอิเบา ๆ


"ทำสิ่งต้องการ ทำสิ่งที่เราคิดว่าสมควรทำ นั่นแหละคือทางที่ดีที่สุด"


ยูอิขมวดคิ้วทว่ายิ้มกว้าง เธอรู้...ว่าคำตอบจะต้องเป็นเช่นนี้ เหมือนดั่งวันนั้นที่เธอได้แต่ยืนมอง ทว่าเรียวเฮย์กลับก้าวเข้าไปเพื่อที่จะทำอะไรสักอย่างให้เกิดขึ้น ต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่ามันอาจเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ก็ตามที เราต่างคนต่างก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว ทั้งเส้นทางของยูอิและเส้นทางที่เรียวเฮย์เลือกต่างก็ไม่มีใครผิดหรือถูกทั้งนั้น


"ฉันจะไปด้วย" ยูอิขยับทำท่าจะขึ้นซ้อนท้ายเขา เรียวเฮย์แปลกใจนิดหน่อย ทั้งยังแปลกใจที่ตัวเองแปลกใจกับคำตอบของยูอิ เขาเขยิบให้เธอขึ้นซ้อนก่อนจะออกรถ เด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังกอดเอวเขาแน่นไม่เหมือนทุกครั้ง เธอบอกเส้นทางที่รถของพวกฮักคุงจะไปเพื่อให้เขาสามารถตามไปได้ หลังจากนั้นทั้งสองก็เงียบไปนานระหว่างที่รถแล่นไปเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วพอควร


"ฉัน...เคยชอบนายด้วยล่ะ!" เธอตะโกนฝ่าแรงลมสารภาพออกมาหลังจากออกรถมาได้สักพัก


"...อ...อือ!" เรียวเฮย์ตกใจมากจนพูดอะไรไม่ได้นอกจากนั้น มันกะทันหันมาก เขาทำตาโตและรู้สึกว้าวุ่นใจขึ้นมาทันที ก่อนจะคิดได้ในที่สุด


"เคยงั้นเหรอ?" เขาถามกลับไป เด็กสาวกอดเอวเขาแน่นขึ้นและซบหน้าลงบนหลังของเขาโดยไม่ได้พูดอะไร เรียวเฮย์คลี่ยิ้มราวกับรู้สึกสบายใจขึ้น


ตอนนี้ฉันมีความรัก


และเธอเองก็เช่นกัน


อีกด้านหนึ่งในรถของพวกฮักคุง โอซึกะ มาโคโตะนั่งอยู่ที่เบาะหน้าข้างคนขับ เขาเพ่งความสนใจไปที่เสียงรายงานในหูฟัง สถานการณ์ไม่ดีเลย... ไฮค์กับฮักคุงนั่งอยู่ด้วยกันที่เบาะหลัง ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกัน นับเป็นบรรยากาศที่แปลกพิลึก ทว่ามาโคโตะไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องของทั้งสองคนนัก


ฮักคุงกับไฮค์เองก็มีหูฟังติดอยู่ข้างขมับด้วยเช่นกัน สิ่งที่พวกเขาได้รับฟังตอนนี้คือยานบินของรัฐบาลดาวอังคารจำนวนมากมาจ่อรออยู่ใกล้เขตดาวโลกแล้ว ส่วนทางนี้เองก็ตั้งแถวยานบินเปิดม่านบาเรียป้องกันไว้แล้วเช่นกัน แต่ก็ยังไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป มีการปะทะกันบ้างแต่ยังไม่รุนแรง ทั้งสองฝ่ายยังคงดูท่าทีซึ่งกันและกันอยู่ หรือไม่ก็คงรอจังหวะอะไรสักอย่าง


พวกเขาตั้งใจจะมุ่งหน้ากลับไปยังศูนย์วิจัยเพื่อลองแทรกสัญญาณเข้าไปในดาวอังคารเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่ ทว่านั่นยังไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วง การที่ฝ่ายนั้นยกทัพกันมาอย่างออกนอกหน้าไม่กลัวประชาชนดาวอังคารจะเอะใจนี่ต่างหากที่น่ากลัว เผลอ ๆ ป่านนี้อาจจะรู้สถานการณ์กันทั้งดาวอังคารแล้วก็เป็นได้ แปลว่าถึงจะเป็นแบบนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ยังไม่แคร์อะไรทั้งนั้น...


ฮักคุงเหลือบมองกระจกส่องหลัง เขาตกใจนิดหน่อยที่เห็นเรียวเฮย์ขี่มอเตอร์ไซด์ตามหลังมาแถมยังมียูอิซ้อนท้ายมาอีกด้วย ชายหนุ่มทำหน้ามุ่ยกว่าเดิม


"ตามมาทำไมกันนะ" เขาเอ่ย ไฮค์หันไปรับฟังพร้อมทำหน้างง เขาลองหันไปดูข้างหลังรถ พอเห็นเข้าก็เกิดฉุนเฉียวขึ้นมาทันที


"ไอ้บ้างี่เง่าพวกนี้นี่!" ไฮค์โวยขึ้นพร้อมหยิบโทรศัพท์ของดาวโลกขึ้นมาและโทรเข้าเครื่องยูอิด้วยความรวดเร็วโดนไม่ขอความเห็นใครทั้งนั้น


"ทำบ้าอะไรของพวกเธอ!" ไฮค์โวยใส่โทรศัพท์ทันที ยูอิถึงกับดึงหูฟังออกพร้อมตีหน้ายุ่ง นั่นสินะเธอจะอธิบายยังไงดีล่ะ


"ก...ก็มาช่วยไง" ยูอิพึมพำแก้ตัว ไฮค์พูดอะไรไม่ออก เขาไม่เข้าใจขึ้นมาในทันที ยูอิกับเรียวเฮย์คิดว่าตัวเองจะทำอะไรได้หรือไง นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาอย่างทั้งคู่จะเข้ามาเกี่ยวข้องได้เลย เขาอ้าปากจะดุต่อ แต่ฮักคุงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับทำท่าสะดุ้ง สองพี่น้องหันมาสบตากัน ดวงตากลมโตสีดำสนิทของฮักคุงตื่นตระหนกอย่างยิ่ง


"มาแล้ว!"


สิ้นเสียงเตือนของฮักคุง อะไรบางอย่างก็พุ่งลงมาจากบนฟ้าด้วยความเร็วสูง มันกระแทกลงบนถนนระหว่างรถของพวกฮักคุงกับมอเตอร์ไซด์ของเรียวเฮย์พอดี รถยนต์ที่พวกฮักคุงนั่งมากระเด็นตีลังกาหนึ่งรอบก่อนจะเอาล้อลงกระแทกพื้นอีกครั้ง ด้านเรียวเฮย์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาหักหลบทันทีจนรถเบนออกจากเส้นทางแล้วล้มลงบนฟุตบาทโดยยังรู้สึกถึงแรงกระแทกที่ทำให้พื้นสั่นสะเทือนไปจนทั่ว


รอบข้างยังมีทั้งผู้คนที่สัญจรไปมาและรถคันอื่น ๆ พวกเขาต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลายคนหยุดดูอยู่ห่าง ๆ รถทุกคันก็เบรกรถไว้ทันทีเพราะไม่กล้าเข้าใกล้จุดที่สิ่งนั้นตกลงมา


ยูอินอนตะแคงอยู่ที่พื้นโดยไม่ขยับเพราะความเจ็บ โชคดีที่ตัวเธอมีแค่แผลถลอกเท่านั้น เด็กสาวพยายามเพ่งมองไปยังจุดที่สิ่งนั้นตกลงมา เห็นได้ชัดว่ามันเป็นบาเรียทรงกลมที่มีคนยืนอยู่ด้านใน ทว่าบาเรียนั้นดูขุ่นเหมือนมีความเข้มข้นสูงทำให้มองเห็นคนที่อยู่ข้างในไม่ชัดนักราวกับมีหมอกควันบดบังอยู่


เรียวเฮย์ถูกมอเตอร์ไซด์ของตัวเองกระแทกขาจนข้อเท้าแพลง เขารู้สึกได้เมื่อพยายามจะลุกขึ้นนั่ง เขาพบว่าทุกสายตาจับจ้องไปยังคนในม่านบาเรียนั้น ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะพบว่ามียานบินจอดอยู่ไกล ๆ เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้านั้น ความสูงประมาณระดับเดียวกับที่เครื่องบินบิน บางทีคนแปลกหน้าจากดาวอังคารนี้อาจจะลงมาจากยานนั้นด้วยตัวเอง


ขณะเดียวกัน ภายในรถยนต์ ฮักคุงตั้งสติได้เป็นคนแรกในขณะที่มาโคโตะแตกตื่นมากกว่าใคร ทุกคนยังปลอดภัยดีส่วนหนึ่งก็เพราะคาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้ แม้ว่ามันจะโบราณในสายตาของชาวดาวอังคารแต่ก็ถือว่าใช้การได้อยู่เหมือนกัน


ฮักคุงจับพลังของอีกฝ่ายได้ในทันทีและรู้ดีว่าไม่ใช่คนธรรมดาเลย เขาหันไปมองไฮค์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เพราะแรงกระแทกหรือเพราะความตกใจไม่ทราบทำให้ไฮค์เกิดเจ็บหน้าอกขึ้นมา เขาควานหายาสูบในเสื้ออย่างสะเปะสะปะ สีหน้าทรมานไม่น้อย


ฮักคุงเองแม้ว่าจะยังรู้สึกโกรธ แต่พอในเวลาอย่างนี้กลับห่วงเสียมากกว่า ทว่าก็ยังมีเรื่องน่าห่วงกว่านั้น เขาคิดว่าไฮค์พอจะดูแลตัวเองได้จึงไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือแต่เลือกที่จะออกมาจากรถแทน


มนุษย์ต่างดาวร่างเล็กมองไปยังจุดเดียวกับทุกคน เขารู้จักคนที่อยู่ในนั้นดี... บางทีคน ๆ นี้อาจจะลงมาจากยานที่จอดนิ่งอยู่บนฟ้านั่น ใช้ม่ายบาเรียที่สร้างขึ้นอย่างเข้มข้นป้องกันตัวเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องรับแรงกระแทกตอนที่ตกลงมา


ในที่สุดม่านบาเรียสีขุ่นก็ค่อย ๆ จางลง ฮักคุงตั้งสติอย่างระแวดระวังและจ้องเขม็งไปที่ฝ่ายผู้บุกรุกโดยรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาดีแน่นอน เมื่อม่านบังหายไป ภายในนั้นก็ปรากฏร่างสูงของชายหนุ่มที่ดูคล้ายมนุษย์โลกอย่างยิ่งขึ้นมาแทน ดูเมื่อว่าบุคคลผู้ตกลงมาจากฟ้านั้นจะรู้ดีว่าเป้าหมายของเขาอยู่ที่ไหน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องไปยังร่างเล็กตรงหน้าทันที


"พบกันคราวนี้คงต้องเรียกว่า...กษัตริย์มาร์เลอร์ที่สิบสี่แล้วสินะครับ" แซนด์ยิ้มละไม ใบหน้าของเขาคมคายและมีดวงตาสีเข้มที่ดูอ่อนโยน หากแต่คำพูดนั้นกลับทิ่มแทงใจของเจ้าชายน้อยได้ตรงจุดเหลือเกิน ฮักคุงฝืนยืนนิ่งและปิดกั้นจิตใจเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายอ่านได้ เขาฝืนตัวทำท่านิ่งเฉยราวกับไม่เกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น ข่าวการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์มาร์เลอร์ที่สิบสามพ่อของเขาคงจะไปถึงหูแซนด์ได้ไม่ยากนักหรอก


"ข่าวไวนะครับคุณแซนด์" น้ำเสียงของฮักคุงสั่นไหวเล็ก ๆ "หัวหน้ารัฐบาลแห่งดาวอังคารต้องมาถึงที่นี่เชียวหรือ"


"อันตรายอยู่นะครับ เล่นเอายานมาตั้งแผงไว้แบบนั้น" แซนด์มองไปรอบ ๆ เหมือนกำลังสำรวจดาวใหม่ที่เขาไม่เคยได้มาเยือนมาก่อน "ถึงแม้ทหารเราจะน้อยกว่า แต่ก็มีคนมาขอร่วมงานตั้งเยอะ พอประกาศออกไปว่าราชวงศ์ทอดทิ้งประชาชนก็มีแต่คนผิดหวังและเจ็บใจ คนเหล่านั้นนี่แหละที่มาเป็นทหารใหม่ เพื่อรับใช้รัฐบาล"


ฮักคุงไม่ได้โต้ตอบอะไร เขากังวล... มากกว่าครั้งที่เผชิญหน้ากับเดนัสหลายเท่าตัวนัก ชายหนุ่มร่างเล็กสำนึกได้ในทันทีที่ออกมาเผชิญหน้า ว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะรับมือกับแซนด์ได้ ภายในหูฟังเพิ่งจะรายงานเรื่องที่ยานลำหนึ่งหลุดเข้าไปในเขตดาวโลกได้ซึ่งก็คือยานที่แซนด์นั่งมานี่เอง ส่วนลำอื่น ๆ ยังคงถูกสกัดเอาไว้ได้


หากจะพูดให้ถูกแล้วต้องเรียกว่ายานลำอื่น ๆ เข้าไปรับการโจมตีแทนลำที่แซนด์นั่งมาต่างหาก เพื่อเปิดโอกาสให้ยานหลักลำนี้เข้ามาในโลกได้โดยง่าย แซนด์ยังไม่มีท่าทีรีบร้อนที่จะโจมตีและกลับกันยังดูเอ้อระเหยลอยชาย ฮักคุงตัดสินใจแล้วว่าต้องแบ่งงานกันทำเดี๋ยวนี้ก่อนที่ยานลำอื่นจะหลุดเข้ามาได้


ไฮค์ชะโงกหัวออกมาจากในรถ ปากของเขาคาบยาสูบเอาไว้พร้อมกับสูดมันเข้าปอดเฮือกใหญ่ ๆ อยู่หลายเฮือก อาการของเขาดีขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพียงแค่ตกใจเกินไปเท่านั้น มาโคโตะพ่อของยูอิเองก็ด้อม ๆ มอง ๆ ออกมาจากในรถ เขานึกแปลกใจที่ผู้มาเยือนจากดาวอังคารมีลักษณะเหมือนคนบนโลกเหลือเกิน สิ่งที่แปลกตาคงมีเพียงแค่ชุดสูทสีเงินซึ่งสวมทับเชิ้ตและเนคไทสีดำอยู่เพียงเท่านั้น ทว่าสัญชาตญาณเตือนมาโคโตะให้ระแวดระวังเช่นกัน หัวหน้าของรัฐบาลดาวอังคารต้องไม่ธรรมดาแน่


"เสื้อผ้านี้ตัดเลียนแบบเสื้อผ้าที่เป็นที่นิยมของดาวโลกน่ะครับ คุณนักวิทยาศาสตร์ ตามสรีระแล้ว...มันเข้ากับผมได้ดีมากกว่าเสื้อผ้าของดาวอังคารเสียอีก เสียดายที่วัสดุของเราไม่เหมือนของโลก สีเลยเพี้ยนไปมาก" แซนด์เอ่ยปากเรื่องสูท มาโคโตะดูลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันทีเพราะรู้ตัวว่าถูกอ่านใจเข้าแล้ว


"...พี่ไฮค์" ฮักคุงเอ่ยปากเรียกในที่สุด "ไปที่ศูนย์วิจัยก่อนเลยครับ"


"นาย...พูดอะไรบ้า ๆ" ไฮค์ตกใจกับคำพูดของอีกฝ่าย "ถ้าจะมีใครต้องประกาศความจริงให้ทุกคนในดาวอังคารรู้ คนนั้นก็ควรเป็นนาย...ไม่ใช่..."


"ไม่มีใครรับมือเขาได้ นอกจากผม" ฮักคุงพูดโดยไม่ละสายตาไปจากแซนด์เลยสักนิดเดียว ไฮค์ขมวดคิ้วและพูดอะไรไม่ออก ถ้าฮักคุงยืนยันเช่นนั้นเขาก็คงไปขัดอะไรไม่ได้


ถือซะว่าเป็นคำสั่ง... ไฮค์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาตัดสินใจวิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซด์ของเรียวเฮย์ที่ล้มอยู่และตั้งมันขึ้นมาเพื่อที่จะใช้ขับหนี แซนด์ยกมือขึ้นมากางไว้ตรงหน้า มองลอดผ่านตรงช่วงระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางไปยังไฮค์ แม้คนอื่น ๆ จะมองไม่เห็นแต่ก็รู้สึกได้ว่ามวลอากาศตรงหน้าผู้บุกรุกหนาแน่นขึ้น เพียงเสี้ยววินาทีมันก็พุ่งเข้าใส่เป้าหมายทันที


หากให้เปรียบลักษณะของมันคงคล้ายหอก มันพุ่งตรงไปด้วยความเร็วสูง ไฮค์กัดฟันรอรับการโจมตีโดยไม่ทันได้ขยับตัว แต่แล้วคลื่นพลังของแซนด์ก็ปะทะเข้ากับม่านบาเรียที่ฮักคุงกางป้องกันตัวพี่ชายของตนเอาไว้ และโดยไม่มีใครทันได้คาดคิด ม่านบาเรียนั้นกลับถูกพลังของศัตรูทลายจนพังพินาศเหมือนกระจกที่แตกกระจายออก


ฮักคุงถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง โชคยังดีที่มันกระแทกเข้าที่หัวไหล่ของไฮค์เท่านั้น ทว่าด้วยความรุนแรงของมันทำให้ร่างของไฮค์ถึงกับกระเด็นลอยไปตามแรงกระแทกด้วย ไหล่ของเขาหลุดแทบจะในทันที แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ระหว่างที่นอนนิ่งอยู่กลางเสียงกรีดร้องของคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคนอื่น ๆ นั้นความเจ็บปวดก็แล่นแปลบขึ้นมาทันทีที่ขยับ


เลือดไหลริน...แต่ไม่มีเวลามาโอดครวญ เขาฝืนลุกขึ้นแล้วพุ่งมาที่มอเตอร์ไซด์ที่ล้มอยู่อีกครั้ง เขาไม่มีพลังที่จะต่อต้าน ทว่าสิ่งเดียวที่เขาเชื่อคือน้องชายของเขา แม้ว่าจะถูกยิงล้มไปครั้งหนึ่งแต่ไม่มีครั้งที่สองแน่ ไฮค์มั่นใจและจ้องเขม็งกลับไปยังคนที่ทำร้ายเขาราวกับท้าทายให้ยิงซ้ำ ยูอิเองก็วิ่งเข้ามาร่วมด้วย เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไปกับไฮค์ และความเชื่อมั่นที่ว่านั้นเธอเองก็มีอยู่เต็มเปี่ยมเช่นกัน


แซนด์ยกมือขึ้นท่าเดิม ฮักคุงรีบกางม่านบาเรียไปกั้นระหว่างไฮค์และยูอิกับแซนด์ เขามองไปยังคนทั้งสองบนมอเตอร์ไซด์พลางนึกว่าตัวเองช่างขลาดเขลา ทั้งที่คน ๆ นั้นคือคนที่ทรยศเขากับผู้หญิงที่ไม่เลือกเขา แต่ว่าเขากลับคิดจะปกป้อง และหลังจากคิดเช่นนั้นฮักคุงก็รู้สึกอยากตบหน้าตัวเองขึ้นมา


นั่นมันไม่เกี่ยว จะเป็นเรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยวทั้งนั้น! ทรยศแล้วยังไง ไม่เลือกเขาแล้วยังไงกันล่ะ ความเป็นจริงก็คือ...คนที่อยู่ตรงหน้าเขาคือผู้หญิงที่เขารักกับพี่ชาย ล้วนแล้วแต่เป็นคนสำคัญ...


คนสำคัญของเขา...


เขาจะปกป้อง ด้วยเหตุผลที่ว่านั้น


"เจ้าชายพิการ จะทำอะไรได้แค่ไหนกันนะ" แซนด์พึมพำเสียงเบาราวกับกระซิบ มือของเขาเลื่อนเป็นเส้นตรงมาที่รัชทายาทแห่งดาวอังคาร ฮักคุงสะดุ้งเฮือกก่อนจะย้ายบาเรียมาที่ตัวเอง ทว่าป้องกันได้ไม่เต็มที่นัก พลังงานที่รุนแรงเข้มข้นราวกับลมพายุที่รวมอยู่ในจุด ๆ เดียวพุ่งเข้าใส่ร่างเล็ก ๆ นั้น เขาพยายามต้านไว้จนถึงที่สุดและก็สามารถเบี่ยงกระแสพลังนั้นไปได้ มันพุ่งเฉียงขึ้นไปจนพุ่งเข้าใส่ตึกสูงตึกหนึ่ง


วินาทีนั้นความโกลาหลก็เกิดขึ้น ไม่มีใครทราบว่าคนในตึกบาดเจ็บล้มตายบ้างหรือไม่ทว่ามันทำให้ฮักคุงตกใจไม่น้อยและหวังว่าจะไม่มีใครต้องบาดเจ็บเพราะเขา คนรอบข้างที่เคยหยุดยืนมองเหตุการณ์ต่างวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นเพราะมั่นใจด้วยสัญชาตญาณว่าผู้มาเยือนเป็นอันตรายอย่างแน่นอน


รัชทายาทหนุ่มตกใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อผู้บุกรุกก้าวเข้ามาประชิดตัว ทว่าเขายังยั้งมือเอาไว้เพราะอีกฝ่ายยังไม่มีท่าทีจะโจมตี ไฮค์กับยูอิที่เตรียมรถพร้อมแล้วก็ชะงักงันเช่นกัน


"ไป!" ฮักคุงร้องขึ้นมา ไฮค์เจ็บแปลบในใจ เขาต้องการอยู่ข้าง ๆ ทว่ามีสิ่งอื่นต้องทำและจริง ๆ แล้วฮักคุงควรเป็นคนทำแต่ฮักคุงก็ฝากหน้าที่นี้ไว้กับเขา ไฮค์ตัดสินใจจับแฮนด์ไว้ด้วยมือข้างเดียว เขาเร่งเครื่องหนีห่างออกไปพร้อมกับพายูอิไปด้วย แซนด์ไม่คิดจะสนใจ เป้าหมายของเขาอยู่รัชทายาทเท่านั้น


นายทหารองครักษ์ภาคพื้นดินทราบเหตุการณ์เป็นอย่างดี ทุกนายวางกำลังล้อมพื้นที่ ไม่มีมนุษย์โลกเหลืออยู่ในบริเวณนั้นมากนัก นอกจากเรียวเฮย์ มาโคโตะและคนขับรถแล้วก็ยังมีคนทำใจกล้าแอบดูอยู่บ้าง เหล่าทหารแบ่งหน้าที่เหมือนทุกครั้ง กลุ่มหนึ่งช่วยปกป้องมนุษย์เหล่านั้น อีกส่วนหนึ่งก็มุ่งสังหารฝ่ายศัตรูที่ประจันหน้าอยู่กับนายเหนือหัวของพวกเขา แต่จะเรียกว่ามุ่งสังหารก็ไม่ถูกนัก พวกเขาเพียงแต่คอยป้องกันความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น


"อือฮึ? ก็เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด แต่ก็น่าตลก..." ความเยือกเย็นของหัวหน้ารัฐบาลดาวอังคารทำให้พวกทหารขนลุก "ตั้งแต่เจอหน้าผม คุณใช้แต่ม่านบาเรีย คิดจะปกป้อง? ไม่คิดจะตอบโต้งั้นหรือ?" แซนด์พูดต่อ


"คุณคิดจะปกป้องใคร...หรือจะปกป้อง...กระทั่งผมด้วยงั้นหรือ?" เขาเอียงหน้า ทอดสายตาเหมือนรู้ดีไปเสียทุกอย่าง


"คุณคงมองผมใจดีเกินไป" ฮักคุงลุกขึ้นยืนนิ่ง ทำใจให้สงบลงเช่นกัน "ผมแค่เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์เท่านั้น"


"หืม..." แซนด์เชิดหน้าขึ้น ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย "คุณรู้ว่าผมฆ่าทุกคนที่นี่ได้ในชั่วพริบตา"


"คำขู่หรือครับ"


"คุณรู้ว่าไม่ใช่" แซนด์สะท้อนคำพูดกลับไป รอยยิ้มบางเบาเหมือนเมฆขาวของเขาไม่ใช่ความหยิ่งผยองแต่เป็นความมั่นใจ ฮักคุงสั่น...เขาไม่แน่ใจอะไรสักอย่างแต่แน่ใจอย่างมากถึงพลังของอีกฝ่าย แซนด์เดินตรงเข้ามาหาเขา ก้มลงกระซิบข้างหู...


"ไม่อยากรู้หรือ...ผลการตัดสินระหว่างสายเลือดบริสุทธิ์ที่สมบูรณ์ที่สุดกับสายเลือดผสมที่สมบูรณ์ที่สุด..." เขาทอดเสียงคล้ายจะหัวเราะแต่ไม่รู้ทำไมดวงตาสีเข้มนั้นกลับดูเศร้านัก


"สายเลือดที่ถูกปรับปรุงแล้วจะดีกว่าเดิมหรือเปล่า ไม่อยากรู้หรือ?" แซนด์ย้ำด้วยคำถาม "การวิจัยของพวกคุณจะสูญเปล่าหรือไม่ ไม่อยากรู้หรือ?"


เขายิ้ม "ถ้าผมชนะ จะเป็นชัยชนะของสายเลือดผสมด้วย และเป็นชัยชนะด้านการวิจัยของพวกคุณด้วยที่พัฒนาสายพันธุ์อย่างพวกผมขึ้นมาได้ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ?"


ฮักคุงส่ายหน้า เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจึงปฏิเสธ แต่ก็คิดว่าตัวเองทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว