SLS 32 : คำตัดสินของลูก
posted on 03 Jul 2008 11:11 by wadoijiworld in SLS
สตรอว์เบอรี่ตัวร้าย เจ้าชายต่างดาว
Strawberry's LoveSpace
ตอนที่ 32 : คำตัดสินของลูก
รายงานเรื่องของรัชทายาทที่กลับไปยังดาวโลกได้อย่างปลอดภัยมาถึงหูของแซนด์ในที่สุด เขาอยู่ในห้องของหัวหน้ารัฐบาลและคอยฟังรายงานจากเลขาที่เข้ามารายงานด้วยตัวเอง
"ก็ถือซะว่าแค่ลองเชิง" ชายหนุ่มที่มีรูปร่างภายนอกเหมือนมนุษย์โลกไม่มีผิดนั้นเอ่ยเสียงเรียบ "เหมือนกับเดนัส ก็แค่ทดสอบดูถึงพลังอำนาจของราชาเท่านั้น"
ฝ่ายเลขานั้นมีลักษณะภายนอกคล้ายเดนัส รูปร่างแบบมนุษย์โลก ตาดำขลับผิวสีเขียว เขามีสีหน้าราวกับกังวลใจ และสิ่งที่อยู่ในใจนั้นแซนด์ก็รับรู้ได้เป็นอย่างดี
"โกรธหรือไง ฟริโต" แซนด์เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "ฉันคาดการณ์เอาไว้ว่าเดนัสจะสู้รัชทายาทไม่ได้ก็จริง แต่ก็เคยคิดว่าอาจจะพอสูสี ส่วนผลที่ออกมาก็เห็น ๆ กันอยู่..."
"ด้านการทหารเองก็..." ฟริโตตีหน้าเครียด
"ถึงอย่างนั้นเราก็ยังได้เปรียบ"
"เพราะยึดพื้นที่ได้งั้นหรือครับ หรือเพราะเรามีบาเรียป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในระบบสุริยะ ทั้งยานที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งสัญญาณคลื่นจากภายนอกก็เข้ามาไม่ได้ง่าย ๆ ต...แต่ว่าทั้งหมดนี่ ถ้าฝ่ายราชวงศ์ตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีอีกหน่อยมันก็...ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า..."
"ยิ่งกว่านั้นคือตัวรัชทายาทเองสินะ" แซนด์ลุกขึ้นยืน "ถ้าเอาจริงขึ้นมา กองทัพที่สร้างจากอาสาสมัครของเราคงย่อยยับไปนานแล้ว"
เลขาของเขาก้มหน้ายอมรับ นั่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เนื่องจากทหารตัวจริงทั้งหมดนั้นเลือกข้างราชวงศ์และได้หนีออกไปพร้อมกันเพื่อตั้งหลักหลังจากพวกเขาเข้ายึดอำนาจ ดังนั้นกองทหารของพวกเขาจึงสร้างขึ้นจากอาสาสมัครที่เป็นลูกครึ่งของโลกและดาวอังคารที่มีความแค้นต่อราชวงศ์นั่นเอง
"...แต่ข้อเสียก็คือ รัชทายาทใจอ่อนเกินไป" แซนด์วางมือของตนลงบนกระจกที่เป็นผนังห้อง "ถ้าศัตรูไม่เข้าถึงตัวขนาดเดนัสก็คงไม่ยอมฆ่าใครง่าย ๆ"
ห้องตกอยู่ในความเงียบ ทว่าจิตใจของพวกเขาสื่อถึงกันผ่านความสามารถในการอ่านใจ ความรู้สึกของลูกหลานเชื้อสายมนุษย์โลกที่ถูกปฏิบัติเหมือนหนูทดลองนั้นถูกส่งต่อมารุ่นต่อรุ่น คนต่อคนจนกลายเป็นความต้องการล้มล้างราชวงศ์ แล้วพวกเขาก็ทำสำเร็จเมื่อแซนด์ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกครึ่งที่สมบูรณ์ที่สุดได้รับเลือกเป็นหัวหน้ารัฐบาลและก่อการกบฏไล่ราชวงศ์ออกไป ทั้งยังสร้างข่าวลวงให้ประชาชนเข้าใจว่าราชวงศ์ทอดทิ้งประชาชนไปอีก
ทั้งที่กระแสลมน่าจะพัดมาทางพวกเขา ทว่าในใจของพวกเขาทั้งสอง ไม่สิ... พวกเขา "ทุกคน" กลับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในใจของพวกเขาเอง
นี่ยังไม่ใช่คำตอบ
"...แค่เสียดาวที่อยู่อาศัยและอำนาจก็ยังไม่เพียงพองั้นหรือ" แซนด์เอ่ยขึ้นเมื่อรับรู้ถึงความคิดของอีกฝ่าย ฟริโตกำหมัดแน่นก่อนจะประกาศเสียงกร้าว
"บางที...ถ้าไม่ได้ชีวิตของพวกในราชวงศ์มา..." เขาเอ่ยเสียงสั่น "ความรู้สึกแบบนี้คงไม่ยอมหายไปเสียที!"
หมายถึงต้องฆ่า... แซนด์เข้าใจคำพูดนั้น เขาเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าสีแดงภายนอก ทว่าภาพบนกระจกนั้นก็สะท้อนภาพตัวเขาเองด้วย ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ผิวสีน้ำตาลแบบมนุษย์โลกนั้นดูเหมือนสีทรายในสายตาชาวดาวอังคาร เขาถึงได้ชื่อว่าแซนด์ตามภาษาของโลก ทว่าดาวเคราะห์สีฟ้านั้นเขายังไม่เคยไปเยือนแม้แต่ครั้งเดียว
"คนที่จะฆ่ารัชทายาทได้..." แซนด์สบตากับตัวเองในกระจก ความจริงแล้วทั้งอำนาจ ทั้งดวงดาว ต่างก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการทั้งนั้น...
บางทีครั้งนี้เขาคงต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง
-----------------------------------------------------------------------------------
ที่ดาวโลก รุ่งเช้ามาเยือนเหมือนทุกวัน วันนี้ฮักคุงไม่มีกำหนดการอะไรจึงเลือกที่จะไปโรงเรียนตามปกติ ไฮค์เองก็คิดจะไปด้วยแต่เพราะเพิ่งหายป่วยฮักคุงจึงไม่ยอมให้ไป
"ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้วสักหน่อย" ไฮค์เถียงขณะที่ฮักคุงกำลังแต่งตัว
"พี่ไฮค์ล่ะก็...เรื่องนั้นน่ะเข้าใจแล้วครับ แต่ยังไงก็นอนพักไว้ก่อนให้ร่างกายฟื้นฟูจะดีกว่านะ" ฮักคุงหันไปยิ้มให้พี่ชายที่นั่งอยู่บนเตียง ไฮค์ขมวดคิ้วทำท่าหงุดหงิด ที่จริงแล้วเขาไม่ได้หงุดหงิดที่โดนห้ามไม่ให้ไปโรงเรียนหรอก แต่หงุดหงิดที่ฮักคุงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยต่างหาก
"นี่! เร็ว ๆ ได้ไหมเนี่ย พวกนายน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ฉันน่ะถ้าสายก็โดนเฉ่งนะยะ" ยูอิโวยทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง เธอหันไปสบตากับไฮค์พอดี ความทรงจำเมื่อคืนที่เธอถูกไฮค์...จูบ นั้นหวนกลับคืนมา
"นี่เธอ บอกแล้วไงว่าเวลาเข้ามาน่ะ หัดเคาะประตูซะบ้าง" ไฮค์ดุอย่างไม่พอใจ "พวกด้อยปัญญา...พูดอะไรไปก็ไม่เคยจำ"
"เงียบไปเลยเจ้าตัวยาว ฉันไม่อยากคุยกับผู้ชายต่ำช้าอย่างนายหรอก" ยูอิด่ากลับพร้อมสีหน้าเครียดก่อนจะหันออกไปจากห้องทันทีก่อนที่ไฮค์จะทันได้พูดอะไร ต่ำช้า...คำนั้นทำให้ไฮค์ทำหน้าช็อก เพราะเรื่องเมื่อคืนหรือไงกันนะ
"...ครับ คงจะอย่างนั้น" ฮักคุงเอ่ยเสียงค่อย "ผู้ชายที่ล่วงเกินผู้หญิงทั้งที่ฝ่ายนั้นเขาไม่ได้เต็มใจน่ะ ต่ำช้าจริง ๆ"
ไฮค์ทำหน้าตะลึงยิ่งกว่าเดิมราวกับว่าได้หลงลืมไปแล้วว่าน้องชายของเขารู้ถึงทุกสิ่งที่เขาคิด ผู้เป็นพี่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปาก เรื่องจูบนั่น...ฮักคุงรู้ตอนไหน เมื่อครู่หรือว่าเมื่อคืน... ดวงตาเรียวยาวสบตากับดวงตากลมโตของน้องชาย สายตาของฮักคุงเย็นชากว่าทุกครั้ง แต่ท้ายที่สุดก็เผยยิ้มออกมา
"ไปก่อนนะครับ"
ฮักคุงเดินออกมาจากห้องโดยไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น ปล่อยให้ฝ่ายพี่ชายจมอยู่กับความคิดเพียงคนเดียว ชาวดาวอังคารร่างเล็กเดินลงมาที่หน้าบ้านโดยยูอิเข้าไปนั่งรอในรถแล้ว เขาอ่านใจเธอ เด็กสาวไม่พอใจที่ต้องเจอหน้าไฮค์แต่เช้าและมันทำให้เธอนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ทว่าความรู้สึกของเด็กสาวไม่ได้จบเพียงแค่ความไม่พอใจเท่านั้น
ราวกับว่ามีเมล็ดพันธุ์อยู่แล้ว ไฮค์เพียงแค่เผลอทำน้ำหกลงไป เพียงแค่นั้นมันก็เกิดผลิใบขึ้นมา...
ฮักคุงเผลอชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อยทำให้ยูอิหันมามอง พวกเขาสบตากันทว่าไม่มีคำบอกเล่าอะไรผ่านออกมา ยูอิได้แต่มองอย่างฉงน ราวกับว่าฮักคุงมีเรื่องจะพูดกับเธอแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร ท้ายที่สุดเขาก็เบนสายตาไปทางอื่นแล้วก้าวเท้ามาทางรถยนต์เช่นเดิม ทว่าในตอนนั้นเองที่นายทหารแปลกหน้าสองคนเดินเข้ามาหาฮักคุง แม้แต่นายทหารภาคพื้นดินที่คอยเฝ้าระแวดระวังอยู่ห่าง ๆ ก็ยังสะดุ้งที่ทหารสองนายนั้นเข้ามาขวางไว้อย่างกะทันหัน
ทว่าฮักคุงรู้จักทั้งสองคนดี เขาส่งสัญญาณให้นายทหารอารักขาว่าไม่จำเป็นต้องป้องกัน ฮักคุงเปิดประตูรถเข้าไปบอกให้คนขับรถพายูอิไปส่งที่โรงเรียนเสียก่อนที่เธอจะสาย
"...เกิดอะไรขึ้นเหรอ" ยูอิเอ่ยถามเขาด้วยความสงสัย
"อ้อ มีราชการลับน่ะครับ ขอโทษด้วย เดี๋ยวผมจะตามไป" ฮักคุงตอบพร้อมรอยยิ้มสดใสเช่นเดิม ยูอิพยายามสังเกตแต่ไม่มีร่องรอยของความกังวลอยู่เลย ในที่สุดรถจึงแล่นออกไป ส่วนฮักคุงก็พานายทหารทั้งสองขึ้นไปบนบ้าน
ไฮค์แปลกใจที่เขากลับมาพร้อมกับนายทหารสองคนนั้น แต่พอจะเอ่ยปากถามฮักคุงก็ขอให้เขาออกไปจากห้องเสียก่อน ไฮค์ไม่มีทางเลือกเพราะว่าเป็นคำสั่งในฐานะรัชทายาทกับหัวหน้าหน่วยองครักษ์จึงต้องออกจากห้องไป และทันทีที่ออกจากห้องนายทหารพิเศษทั้งสองก็กางม่านบาเรียคลุมห้องไว้ทันทีเพื่อกันไม่ให้เสียงลอดออกไป
ทหารทั้งสองหยิบกล่องโลหะทรงเหลี่ยมขนาดประมาณสองฝ่ามือออกมาตั้งไว้บนเตียงระหว่างพวกเขากับเจ้าชาย เช่นเดิม... ฮักคุงขึ้นไปนั่งอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่านี่คือพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ภายในนั้นมีไม้ชิ้นเล็ก ๆ อยู่สองอัน อันหนึ่งเป็นสีแดงอีกอันเป็นสีขาวเหมือนเดิม นี่นับเป็นครั้งที่สามที่เขาได้เห็นมัน
ทว่าครั้งนี้ฮักคุงไม่กล้าแม้แต่จะถามอาการของพ่อ และจิตใจของเขาก็ว้าวุ่นจนคิดอะไรไม่ออก ครั้งที่สามนี้มือเล็กข้างนั้นเอนไปทางไม้สีแดงอย่างไม่ลังเลนัก ทว่านายทหารที่อยู่ใกล้กว่ากลับทำสิ่งที่ไม่คาดคิด เขาคว้ามือของรัชทายาทเอาไว้ ทั้งคู่สบตากัน ฮักคุงตกใจอย่างเห็นได้ชัด
เขารับรู้ได้ถึงจิตใจของอีกฝ่ายทันที จริง ๆ แล้วคนในราชวงศ์จะมีวิธีที่สามารถกันไม่ให้คนอื่นอ่านใจตัวเองได้เพื่อรักษาความลับบางอย่าง และนายทหารทั้งสองนั้นต่างก็เป็นคนหนึ่งที่ทำได้ แต่การที่ถูกอ่านใจได้ง่าย ๆ เช่นนี้เหมือนว่าทั้งสองจะต้องการเปิดใจเสียเองมากกว่า จริง ๆ แล้วตามกฏพวกเขาห้ามเปิดใจเสียด้วยซ้ำ
"ไม่...นี่มันไม่ถูกต้อง" ฮักคุงกัดฟันแน่นและพยายามดึงมือออก "นี่มันเป็นสิทธิ์ของผมเท่านั้น! พวกคุณเองก็รู้ดีที่สุด ทำไมต้อง..."
"พวกเราทราบดีอยู่แล้ว เพราะงั้นถึงได้จำเป็นต้องขอร้องยังไงล่ะครับ" นายทหารคนนั้นเองก็มีสีหน้าเจ็บปวดไม่แพ้กัน "ถ้าอาการทรุดหนัก รัชทายาทจะไม่ได้รับอนุญาตให้เจอพระราชาอีกเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเรื่องนี้ แต่ว่า...อาการของพระราชาแย่มาก แล้วพวกเราในฐานะทหารคนสนิทเองก็..."
"ผมไม่อยากฟัง" ฮักคุงตั้งสติอีกครั้ง "พวกคุณบอกเองนี่นาว่าร่างกายของท่านพ่อยังอยู่ได้อีกถึงสองสามปี"
"มันจะเป็นสองสามปีที่เหมือนกับนรก" นายทหารกล่าวพร้อมกับบีบมือเล็ก ๆ นั้นแรงขึ้น "รัชทายาทที่เพิ่งมีอายุสามสิบปีจะเข้าใจความทรมานของคนอายุหนึ่งร้อยแปดสิบปีได้ยังไง?"
ฮักคุงนิ่งงัน ชาวดาวอังคารนั้นมีช่วงอายุที่อาจยาวนานได้ถึงสองร้อยปี ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ประเด็นคือการที่มีพลังชีวิตมากนั้นทำให้จุดสุดท้ายของชีวิตมาถึงอย่างเชื่องช้า กรณีอย่างพระราชานับเป็นเรื่องปกติที่อายุขัยของเซลล์จะเสื่อมลงแล้วต้องนอนรอความตายอยู่เช่นนั้นสักสองหรือสามปี หรืออาจนานกว่านั้น...จนกว่าเซลล์จะเสื่อมคุณภาพลงทั้งหมดกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าความตาย ไม่ใช่โรคร้าย...จึงไม่มีทางรักษาและนับเป็นวัฏจักรที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
สำหรับพวกเขาการหล่อเลี้ยงร่างที่ใกล้หมดอายุขัยเหล่านั้นนับเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย...แม้จะใช้ข้ออ้างนี้เป็นเหตุผลทว่าลึก ๆ แล้วมีเหตุผลมากกว่านั้น...
พวกเขาไม่อาจทนเห็นคนใกล้ชิดต้องทนทรมานกลายเป็นตุ๊กตาที่ไม่อาจเคลื่อนไหวได้เช่นนั้น...และเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่พวกเขาออกกฏการฆ่าทารกที่ไม่สมบูรณ์ ทว่าเหตุผลด้านจิตใจนั้นไม่ควรได้รับการยอมรับ เพราะเป็นเรื่องที่ตัดสินถูกผิดได้ยาก เรื่องทรัพยากรจึงถูกเอามาอ้างอยู่บ่อยครั้ง
นายทหารทั้งสองคือนายทหารที่เป็นคนสนิทที่สุดของราชาโดยไม่สนว่าจะเป็นทหารที่ทำหน้าที่อะไรมาก่อน ถูกเลือกจากพระราชาด้วยตัวเอง เพื่อทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้
นั่นคือการถามผู้เป็นรัชทายาทว่าถึงเวลาจะให้ปลงชีวิตของพระราชาหรือยังนั่นเอง
หากเป็นคนปกติอาจให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่าเซลล์หมดอายุขัยหรือยัง จากนั้นก็สามารถทำให้คน ๆ นั้นจบชีวิตได้ทันที ทว่าในฐานะราชาแล้วเพียงแค่คำวินิจฉัยยังไม่พอ และใครจะกล้าอาจหาญตัดสินชีวิตของพระราชากันล่ะ? หากไม่ใช่พระราชาคนต่อไป...
"...ใครกันนะที่เป็นคนคิดกฏนี้" ฮักคุงกัดฟันพูด และเขายังไม่ยอมเลิกรา มือที่ถูกจับไว้ยังคงดึงดัน "ทำไมต้องให้คนเป็นลูก...ตัดสินใจด้วยว่าจะฆ่าพ่อหรือว่าไม่ฆ่าดีน่ะ"
"กรุณาด้วยเถอะครับ พวกเราติดตามพระราชามาตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นเป็นราชา จะให้ทนเห็น...สภาพของท่านผู้นั้นค่อย ๆ กลายเป็นซากศพน่ะ เราทำไม่ได้จริง ๆ กรุณาด้วยเถอะครับ กรุณาด้วยเถอะครับ!" ทั้งที่ฮักคุงเองต่างหากที่อยากร้องไห้ ทว่านายทหารกลับเป็นฝ่ายร้องไห้เสียเอง
"ท่านพ่อเอง...ก็เคยทำอย่างนี้กับพ่อของตัวเอง แล้วลูกของผมก็ต้องทำแบบนี้กับผมเหมือนกันสินะ" ฮักคุงฝืนยิ้มออกมาราวกับพยายามทำให้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา "ปล่อยให้มีชีวิตอยู่จนถึงที่สุด หรือฆ่าเสียให้ตายเพื่อปลดปล่อยจากความทรมาน...สิ่งไหนคือคำตอบที่ถูกต้องกันแน่นะ"
ถ้าคิดด้วยหัวใจแล้วล่ะก็...ไม่มีทางได้คำตอบหรอก ฮักคุงจ้องมองนายทหารทั้งสอง ที่จริงแล้วพวกเขาทั้งคู่ห้ามมีคำโต้แย้งต่อการตัดสินใจของรัชทายาทและห้ามแสดงสีหน้าหรือความคิดเห็นผ่านทางจิตใจเด็ดขาด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้รัชทายาทไม่รู้สึกผิดหรืออึดอัดกับคำตัดสินของตัวเอง ทว่าที่พวกเขายอมเสี่ยงและทำผิดกฏขนาดนี้...
สิ่งนี้ห้ามคิดด้วยหัวใจเป็นอันขาด
ต้องทำสิ่งที่ยึดถือกันว่าถูกต้องเท่านั้น
ฮักคุงค่อย ๆ นิ่งลงอีกครั้ง สีหน้าเรียบเฉยและจริงจังทำให้บรรยากาศของห้องกลับมาเป็นบรรยากาศที่นิ่งงันดังเดิม นายทหารรับรู้ได้ถึงการตัดสินใจของอีกฝ่าย เขากลับไปรักษาท่าทีอีกครั้งราวกับว่าอารมณ์ความรู้สึกที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น
มือเล็กสีเขียวตัดสินใจหยิบแท่งไม้สีขาวเล็ก ๆ แท่งนั้นขึ้นมาแล้ววางมันลงบนฝากล่องอย่างเงียบ ๆ ทหารทั้งสองนายสงบสีหน้าเอาไว้อย่างแนบเนียนเหมือนทุกครั้ง แม้ว่าคำตัดสินครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปก็ตามที
พวกเขาเก็บกล่องนั้นกลับลงไปตามเดิม มันเป็นเรื่องที่เอ่ยปากได้ยาก ไม้สีขาวและสีแดงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แทนคำพูดนั้นนั่นเอง ฮักคุงไม่สบตากับใครในห้อง เขาหลบหน้าไปอีกทางราวกับว่าได้ทำเรื่องที่ผิดมหันต์ลงไป
แม้กระนั้นเขาก็ยังได้รับคำขอบคุณ... เสียงกระซิบจากใจของนายทหารทั้งสองดังขึ้นแผ่วเบา ฮักคุงกัดฟันและไม่ยอมหันไปมองทั้งคู่ จนกระทั่งคนทั้งสองออกไปจากห้องโดยไม่ได้พูดอะไร และกลายเป็นไฮค์ที่เดินเข้ามาแทน
เรื่องการตัดสินชีวิตของพระราชาโดยรัชทายาทนั้นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรู้ ไฮค์ไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น ทว่าเขามองออกว่าฮักคุงกำลังทุกข์ใจ ชายหนุ่มร่างเล็กผู้เป็นน้องชายของเขาแม้จะเคยโกรธเคยอารมณ์เสียเหมือนคนทั่วไป แต่ก็ไม่เคยแสดงสีหน้าเช่นนี้ออกมา...
"ฮักคุง..." ไฮค์ก้าวขึ้นไปบนเตียงแล้วยกมือขึ้นเหมือนจะอุ้มอีกฝ่าย ทว่าฮักคุงกลับปัดมือออก ถึงแม้ว่าไฮค์จะไม่รู้เรื่องอะไรเลยแต่ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงอยากให้พี่เข้ามาปลอบแน่
แต่ไม่ใช่ตอนนี้...หลังจากเรื่องเมื่อคืน
"ขอโทษครับ" ฮักคุงเอ่ยเสียงสุภาพ "ผมขออยู่คนเดียวดีกว่า"
เขาพูดก่อนจะลุกจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องไป ไฮค์รู้สึกราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญ... แม้จะนึกเจ็บใจที่ตัวเองเป็นคนนอกและไม่รู้เรื่องอะไรเลย และแม้ว่าเขา...จะทำเรื่องที่ทรยศต่อฮักคุงไปเมื่อคืน ทว่ามีสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องพรรค์นั้นอยู่ เพราะเขาเป็นหัวหน้าองครักษ์ ไม่สิ...เพราะเขาเป็นพี่ต่างหาก
"...อยู่คนเดียวหรือ?" ไฮค์พึมพำเสียงค่อย "ตั้งใจจะเก็บเงียบไว้ เศร้าคนเดียว ร้องไห้คนเดียว...แบบนั้นหรือไง"
เขากำมือแน่น เขาทำอะไรไม่ได้เลยหรือไงนะ ที่สำคัญ...เขาเองนี่แหละที่ยิ่งทำให้ฮักคุงเจ็บปวด เพราะเมื่อคืนเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ เรื่องมันถึงได้เป็นอย่างนี้ ไฮค์นึกโทษตัวเองแต่ไม่ได้สับสนเลย เขาตัดสินใจเดินตามฮักคุงออกไป แม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการก็ตามที...
-----------------------------------------------
โด๋ย : ...อยากจะพูดอะไรหน่อยนะ
มันเป็น...
นิยายรัก?
ตรงไหนวะ?
อ๊ากกกกกกกกกกก (/ต่อยตัวเองตายไป)
OTZ
ช่างมันเถอะ ตูคงไม่เหมาะกับแนวรักจริง ๆ อ๊ากกกก พอกันที (/เขวี้ยงเม้าส์ทิ้ง) เนื้อเรื่องมันหนักไปแล้วว้อยยยยย ไอ้นิยายรัก ๆ ที่เนื้อหาเบา ๆ น่ะเขาเขียนกันยังไงฟร้าาาา ตูเขียนไม่เป็น เขียนไม่เป็นว้อยยยยยย (/เขวี้ยงคีย์บอร์ดพังพินาศ)
แฮ่ก ๆ lllOTZ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ = =" (/ปาดเหงื่อ อา...ตะกี้ตูทำอะไรลงไปฟร้า...)







#1 By minicorn@Maki,Cloud,Vivi,Alisa on 2008-07-03 17:11